ทุกครั้งที่มีโครงการดีไซน์ใหม่เกิดขึ้นในเมือง เรามักตั้งคำถามคล้าย ๆ กันเสมอ ทั้งว่า “ตึกสวยขนาดนี้สร้างมายังไง” หรือ “สุดท้ายแล้วกรุงเทพฯ จะได้อะไรจากมัน” แต่การสร้างอาคารหนึ่งหลังจำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ระหว่างผลประโยชน์ทางธุรกิจกับคุณภาพชีวิตของผู้คนจริงไหม?
คำถามนี้กำลังถูกหยิบมาคิดใหม่ ผ่านโปรเจกต์ล่าสุดในกรุงเทพฯ ของสถาปนิกระดับโลก ในงานเสวนา ‘CENTRAL PARK DESIGN FOR BANGKOK’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Bangkok Design Week 2026 ที่จะเกิดขึ้นปลายเดือนนี้ โดย GROUNDCONTROL อยากชวนทุกคนมารู้จัก Michel van de Kar สถาปนิกจาก OMA บริษัทออกแบบระดับโลกที่ขึ้นชื่อเรื่องการตั้งคำถามกับกรอบเดิม ๆ และการมองสถาปัตยกรรมในฐานะส่วนหนึ่งของเมืองและชีวิตผู้คน
ใน ‘CENTRAL PARK DESIGN FOR BANGKOK’ เราจะได้ไปฟังสถาปนิกระดับโลกพูดถึงการทำงานในโครงการ Central Park ศูนย์การค้ากลางเมืองที่พัฒนาร่วมกับสถาปนิกไทยอย่าง A49 พร้อมชวนคิดต่อว่า ภายใต้แนวคิด ‘Design for Bangkok’ สถาปัตยกรรมแห่งอนาคตควรถูกออกแบบอย่างไรให้เมือง ผู้คน และการพัฒนาเติบโตไปพร้อมกัน
OMA: สถาปัตยกรรมที่เป็นมากกว่าสิ่งก่อสร้าง แต่คือเครื่องมือขับเคลื่อนเมือง
OMA (Office for Metropolitan Architecture) ก่อตั้งขึ้นในปี 1975 ที่เมืองร็อตเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยมีสถาปนิกระดับตำนานที่มีอิทธิพลต่อวิธีคิดเรื่องสถาปัตยกรรมและเมืองของโลกมาจนถึงปัจจุบันอย่าง Rem Koolhaas เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง
ตั้งแต่วันแรก OMA ไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่บริษัทออกแบบตึก แต่เป็นทีมที่คอยตั้งคำถามอยู่ตลอดว่า “สถาปัตยกรรมจะช่วยเมืองได้ยังไงบ้าง” นั่นเลยทำให้จุดแข็งของ OMA ไม่ได้อยู่ที่รูปทรงสวยหรือสไตล์เท่ๆ แต่คือการเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจบริบทจริงของเมือง ผ่านหน่วยงานคู่ขนานอย่าง AMO ที่ทำงานวิจัยเชื่อมโยงตั้งแต่วัฒนธรรม การเมือง ไปจนถึงเศรษฐกิจ ก่อนจะค่อยพัฒนาออกมาเป็นงานออกแบบ กระบวนการทั้งหมดจึงขับเคลื่อนด้วยคำถามพื้นฐานแต่สำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นคนใช้ชีวิตและเคลื่อนไหวในเมืองแบบไหน พื้นที่สาธารณะจะเชื่อมกับกิจกรรมทางธุรกิจให้ไปด้วยกันได้อย่างไร หรือพื้นที่ตรงนั้นยังมีศักยภาพอะไรที่ซ่อนอยู่และยังไม่ถูกดึงออกมาใช้ให้เต็มที่
วิธีคิดแบบนี้ทำให้ OMA สร้างอาคารที่ไม่ได้เป็นแค่ “ตึกสวย” แต่กลายเป็นแลนด์มาร์กที่เปลี่ยนภาพจำของเมืองไปเลย ไม่ว่าจะเป็นอาคารรูปทรงลูปขนาดยักษ์ที่ท้าทายกฎตึกสูงแบบเดิม ๆ อย่าง CCTV Headquarters ที่ปักกิ่ง, Seattle Central Library ที่เปลี่ยนห้องสมุดจากพื้นที่เงียบ ๆ ให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะมีชีวิต หรือ Prada Epicenter ในนิวยอร์กและแอลเอ ที่ผสมโลกของการช้อปปิ้งกับวัฒนธรรมเข้าด้วยกันอย่างแนบเนียน
จากความถนัดในการแก้โจทย์ใหญ่และซับซ้อน OMA จึงถูกมองว่าเหมาะมากกับการวาง Master Plan ให้โครงการมิกซ์ยูสอย่าง Central Park แนวคิดของพวกเขามีเป้าหมายชัดเจนในการทำให้พื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ เป็นมากกว่าย่านธุรกิจ แต่เป็นพื้นที่ที่ธุรกิจและคุณภาพชีวิตของคนเมืองเดินไปด้วยกันได้จริง สุดท้ายแล้วโครงการนี้จึงไม่ได้ถูกออกแบบมาให้แค่ดูดี แต่ตั้งใจจะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนชีวิตคนเมือง และยกระดับกรุงเทพฯ ให้เข้าใกล้มาตรฐานเมืองระดับโลกมากขึ้น
โครงการระดับแลนด์มาร์กในบ้านเราอย่าง Central Park คือหนึ่งในตัวอย่างของความทะเยอทะยานที่ไม่ยอมจำกัดกรอบ จากวิสัยทัศน์ของ เซ็นทรัลพัฒนา ที่ไม่ได้มองคำว่า “การพัฒนา” เป็นเพียงการก่อสร้างอาคาร แต่คือการสร้างเมืองที่มีชีวิต พวกเขาจึงเลือกดึงความเชี่ยวชาญด้าน Retail Architecture ของ OMA มาร่วมขับเคลื่อนดีไซน์ ภายใต้แนวคิด ‘Humanized City’ เมืองที่ออกแบบโดยคำนึงถึงผู้คนเป็นศูนย์กลาง และตั้งใจมอบเป็นของขวัญให้กับคนกรุงเทพฯ
โจทย์ของโครงการคือการผสาน 4 ฟังก์ชันหลัก ได้แก่ Hotel, Residence, Retail และ Office เข้าไว้ในพื้นที่เดียวอย่างครบถ้วน ขณะเดียวกัน OMA ต้องตีความว่าจะทำให้โครงการขนาดใหญ่เช่นนี้ยังคงโปร่ง โล่ง ไม่ทึบตัน และสอดรับกับบริบทของทำเลที่ตั้งอยู่เคียงสวนลุมพินีได้อย่างไร ผลลัพธ์จึงนำไปสู่นิยามใหม่ของความเป็น “Iconic” ที่ไม่ได้โดดเด่นเพียงในเชิงภาพลักษณ์ แต่ยังยั่งยืนและมีความหมายต่อเมืองในระยะยาว เป็นการพบกันอย่างลงตัวระหว่างโจทย์ที่ท้าทาย กับฝีมือการออกแบบที่ส่งเสริมซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง
ทำความรู้จัก Michel van de Kar สถาปนิกจาก OMA ที่กำลังจะบินมาเปิดวงเสวนาที่กรุงเทพฯ
Michel van de Kar คือสถาปนิกและผู้ร่วมงานระดับ Associate ของ OMA (Office for Metropolitan Architecture) สตูดิโอสถาปัตยกรรมระดับโลกจากเนเธอร์แลนด์ ผู้มีบทบาทสำคัญในโปรเจกต์ขนาดใหญ่ทั่วโลก และยังทำงานเกี่ยวข้องกับประเทศไทยอย่างใกล้ชิด เขาเข้าร่วม OMA ที่สาขาร็อตเตอร์ดัมตั้งแต่ปี 2003 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่สำนักงานคว้าชัยจากการประกวดออกแบบอาคาร CCTV ที่กรุงปักกิ่ง ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ผลัก OMA ขึ้นสู่เวทีโลก และทำให้ Michel เติบโตมากับโจทย์เมืองและโปรเจกต์ขนาดใหญ่ตั้งแต่ช่วงต้นของเส้นทางอาชีพ
ปัจจุบัน Michel เป็นหนึ่งในทีม Associates ที่ดูแลทั้งการพัฒนาและบริหารโครงการด้านสถาปัตยกรรมและผังเมืองของ OMA อย่างครบวงจร ตั้งแต่ขั้นแนวคิดไปจนถึงการก่อสร้างแล้วเสร็จ บทบาทของเขาจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การออกแบบอาคาร แต่รวมถึงการถ่ายทอดวิธีคิด มาตรฐาน และคุณภาพงานในแบบฉบับของ OMA ให้สามารถเกิดขึ้นจริงในบริบทเมืองที่แตกต่างกัน
สำหรับคนไทย ชื่อของเขาเชื่อมโยงอย่างชัดเจนกับ Dusit Central Park โครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ใจกลางกรุงเทพฯ บริเวณสวนลุมพินี ซึ่ง Michel ทำหน้าที่เป็นหนึ่งใน Lead Architect โดยทำงานร่วมกับ Architects 49 (A49) เพื่อวางผังที่ผสานโรงแรม ที่พักอาศัย อาคารสำนักงาน และพื้นที่รีเทลเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบและสัมพันธ์กับเมืองโดยรอบ นอกจากนี้ เขายังมีส่วนร่วมในโครงการ De Rotterdam หนึ่งในอาคารมิกซ์ยูสที่ใหญ่ที่สุดของยุโรป ซึ่งนอกจากบทบาทด้านการออกแบบแล้ว เขายังเป็นผู้ถ่ายภาพสถาปัตยกรรมของโครงการนี้ด้วยตัวเอง
ผลงานอื่น ๆ ของ Michel ยังครอบคลุมโปรเจกต์ระดับไอคอนของ OMA ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงอาคาร Kunsthal ในร็อตเตอร์ดัม โรงแรม nhow Amsterdam RAI ไปจนถึงโครงการที่พักอาศัย Norra Tornen ในกรุงสตอกโฮล์ม สะท้อนความเชี่ยวชาญที่หลากหลาย ทั้งอาคารสาธารณะ โครงการเชิงพาณิชย์ และที่อยู่อาศัยในบริบทเมืองที่แตกต่างกัน
ในด้านการศึกษา Michel เกิดที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ และสำเร็จการศึกษาจาก Technical University of Eindhoven ในสาขา Architecture and Urbanism ด้วยพื้นฐานด้านวิศวกรรมและผังเมือง ทำให้เขามีมุมมองที่แข็งแรงทั้งเชิงเทคนิคและเชิงแนวคิด ควบคู่ไปกับบทบาทสถาปนิก เขายังเป็นช่างภาพสถาปัตยกรรมที่บันทึกผลงานของ OMA ผ่านภาพถ่าย ซึ่งได้รับการเผยแพร่ในนิตยสารสถาปัตยกรรมระดับโลกอย่างต่อเนื่อง
หัวใจสำคัญของการทำงานของ Michel คือการ “จัดการความซับซ้อน” ของโครงการขนาดใหญ่ ผ่านการออกแบบที่ยืดหยุ่น ปรับตัวได้ และมีประสิทธิภาพ แนวคิดนี้สอดคล้องอย่างใกล้ชิดกับปรัชญาของ OMA และมักถูกหยิบมาพูดถึงในเวทีบรรยายของเขา เช่นหัวข้อ “Complexity and Heritage in a Large Scale Project” ที่ว่าด้วยการหาจุดสมดุลระหว่างการเคารพมรดกทางสถาปัตยกรรมกับความท้าทายของการก่อสร้างและการใช้งานในยุคปัจจุบัน
แนวคิดดังกล่าวเห็นได้ชัดในโปรเจกต์อย่าง De Rotterdam ซึ่งถูกนิยามว่าเป็น “vertical city” ที่ประกอบด้วยกลุ่มอาคารซ้อนเหลื่อมกัน Michel มีบทบาทในการพัฒนาโครงสร้างที่ทั้งไดนามิกและปรับเปลี่ยนได้ตามบริบทเมืองและกลไกตลาด เพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลาย ตั้งแต่ออฟฟิศ ที่พักอาศัย ไปจนถึงโรงแรม โดยไม่ปิดกั้นความเป็นไปได้ในอนาคต
ทั้งหมดนี้สะท้อนอิทธิพลของ OMA อย่างชัดเจน ทั้งในแง่ประสิทธิภาพ การคิดพื้นที่อย่างสร้างสรรค์ และการออกแบบที่ขับเคลื่อนด้วยโปรแกรมการใช้งานมากกว่ารูปทรงตายตัว การขยับ เคลื่อน และซ้อนของมวลอาคารในงานของ Michel จึงไม่ใช่แค่เรื่องภาพลักษณ์ แต่เป็นกลยุทธ์สำคัญในการรักษาความยืดหยุ่น และสร้างพลังให้กับภูมิทัศน์เมืองในระยะยาว
พูดคุยกับนักออกแบบระดับโลก ในโปรเจกต์ของพวกเขาเอง
CENTRAL PARK DESIGN FOR BANGKOK คืออีเวนต์ใหญ่ที่รวมทุกมิติของงานออกแบบเอาไว้ในที่เดียว ทั้งงานเสวนา นิทรรศการ ศิลปะจัดวาง และโชว์ Live Painting ที่ศิลปินจะมาวาดให้ดูสด ๆ ต่อหน้า ที่สำคัญคือเราจะได้พบและพูดคุยกับสถาปนิกจาก OMA แบบใกล้ชิด งานนี้เกิดขึ้นจากความตั้งใจอยากเปิดเผย “เบื้องหลังความคิด” ของงานออกแบบที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน ชวนทุกคนมาลองทำความเข้าใจไปพร้อมกัน ทั้งเรื่องกระบวนการออกแบบ เสน่ห์ของพื้นที่ย่านสีลม ความสงบของสวนลุมพินี ไปจนถึงตำนานของโรงแรมดุสิตธานี
ซึ่งในเทศกาลแห่งการออกแบบ BKKDW 2026 ที่จะถึงนี้ ‘คุณณอต’ คุณายุธ เดชอุดม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสินทรัพย์ Central Park เขาเลยเริ่มไอเดีย นำเสนอทุก ๆ มิติของการ “ดีไซน์” ในนี้ ให้ทุกคนได้เข้ามาสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นนิทรรศการที่เจาะลึกมิติเบื้องหลังของโครงการ ไปจนถึง Art Installation ‘Heritage in Motion’ ขนาดมหึมาสูงกว่า 7 เมตร ทั้งหมดนี้มาจากความตั้งใจจะถ่ายทอด DNA การออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของโครงการออกมาเป็นประสบการณ์ที่จับต้องได้ เพื่อให้คนกรุงเทพฯ ได้สัมผัสถึงความมุ่งมั่นของเซ็นทรัลพัฒนาที่ต้องการยกระดับมาตรฐานใหม่ของเมืองผ่านงานศิลปะและการออกแบบอย่างแท้จริง
ด้วยโจทย์ที่ใหญ่และลึก กิจกรรมในงานจึงจัดเต็มแบบไม่กั๊ก เพราะมีการเชิญเครือข่ายนักออกแบบและสตูดิโอระดับโลกจากหลายสาขามารวมตัวกัน ไม่ได้มีแค่สถาปนิก แต่ยังรวมถึงสายอินทีเรียร์และภูมิสถาปัตยกรรม ทำให้งานนี้กลายเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดด้านการออกแบบที่คึกคักและหลากหลายมาก
นี่จึงเป็นโอกาสดีสุด ๆ ในการมาเช็กอิน Central Park ในมุมมองใหม่ และได้เข้าใจความพิเศษที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังโครงการนี้ให้ลึกขึ้นกว่าเดิม ด้วยพื้นที่กว่า 130,000 ตารางเมตร และการออกแบบแบบมิกซ์ยูสที่รวมศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน โรงแรม ที่พักอาศัย และพื้นที่สาธารณะที่เปิดให้ทุกคนมีส่วนร่วม Central Park จึงไม่ใช่แค่โปรเจกต์อสังหาฯ แต่เป็นภาพที่จับต้องได้ของความตั้งใจในการยกระดับคุณค่าทางวัฒนธรรมเดิม และพัฒนาเมืองให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับชีวิตคนกรุงเทพฯ
โดยไฮไลท์ภายในงานที่ไม่ควรพลาด มีตั้งแต่:
📌 Art Installation สูงกว่า 7 เมตร – ผลงาน The Landmark : Heritage in Motion โดยศิลปิน Infinite Riot ที่หยิบเอาเอกลักษณ์ของดุสิตธานีมาตีความใหม่ ผ่านเส้นสายเสาโค้ง ฟาซาดซิกแซก และรูปทรงน้ำพุ พร้อมโชว์สร้างงานศิลปะแบบสด ๆ ให้ได้ชมกันในพื้นที่จริง
📌 นิทรรศการที่เล่นได้จริง – Exhibition: Exploring the City Through Design ชวนทุกคนมาลอง “เล่นออกแบบ” ผ่านบล็อก ฟาซาด ซิกแซก และองค์ประกอบสถาปัตยกรรมต่าง ๆ เสมือนได้ลองเป็นสถาปนิกด้วยตัวเอง พร้อมกิจกรรมสะสมแสตมป์ที่ช่วยให้เข้าใจแนวคิดการออกแบบมากขึ้น และอีกหนึ่งประสบการณ์พิเศษคือการได้ดมกลิ่นดอกไม้และพรรณไม้จริงจากสวนลอยฟ้าขนาด 7 ไร่ ชวนฝันถึงกรุงเทพฯ ที่เขียวและอากาศดีขึ้น
📌 Design Talk กับนักคิดระดับโลกและท้องถิ่น – ไฮไลท์สำคัญของงานคือเวทีเสวนา Master Plan From the Master ส่วนหนึ่งของ Design Talk: Designing the Future of Bangkok ที่จะพาไปฟังเบื้องหลังการออกแบบ Central Park ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของ Master Plan การทดลองฟอร์มสถาปัตยกรรม ไปจนถึงการจัดวางอาคารเพื่อสร้างสมดุลของวิว แสงแดด และฟังก์ชันการใช้งาน จากสถาปนิกดังอย่าง Michel van de Kar Architect Associate จาก OMA และ สมเกียรติ โล่ห์จินดาพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ Architects 49 (A49)
นอกจากนี้ ยังมีนักออกแบบและผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขามาร่วมแบ่งปันมุมมอง ไม่ว่าจะเป็น Infinite Riot (ปราม) ศิลปินที่นำลวดลายสถาปัตยกรรมมาตีความใหม่ในรูปแบบศิลปะร่วมสมัย, Briar Hickling ผู้ร่วมก่อตั้ง Linehouse กับการออกแบบ Interior Retail ตั้งแต่ชั้น 1–6 ที่ผสาน Heritage ของดุสิตธานีกับความเป็น Modern Bangkok, ขนิษฐา พัฒนพณิชกุล (เติ้ล) Design Director จาก dwp กับประสบการณ์ทำงานร่วม André Fu Studio, ทัชพล สุนทราจาร (จอช) จาก Landscape Collaboration กับกระบวนการออกแบบสวนลอยฟ้าในฐานะโครงสร้างสีเขียวใหม่ของเมือง, คุณคุณายุธ เดชอุดม (ณอต) และ ศิรเดช โทณวณิก (แชมป์) กับเบื้องหลังความร่วมมือของสององค์กรไทยภายใต้แนวคิด Here for Bangkok และ จุฑาธรรม จิราธิวัฒน์ (โบ) จาก Central Pattana กับวิสัยทัศน์การผสาน Retail, Residence, Office และ Hotel สู่แนวคิด Humanized City – A City Made for People
ใครที่สนใจสถาปัตยกรรมและการออกแบบเมืองที่ไม่แปลกแยกจากชีวิตจริง และอยากรู้ว่านักคิดระดับโลกตีโจทย์ “กรุงเทพฯ” อย่างไร งานนี้คือโอกาสที่ไม่ควรพลาดจริง ๆ
CENTRAL PARK DESIGN FOR BANGKOK
📅 วันที่ 29 มกราคม – 8 กุมภาพันธ์ 2569
📍 Central Park
(กิจกรรม Design Talk: 31 มกราคม 2569 | 13.00–15.30 น. ชั้น 4)
ติดตามรายละเอียดและลงทะเบียนได้ที่
👉 www.facebook.com/CentralParkBangkok




